วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

** 9 เรื่องสุขภาพที่ควรรู้


ที่มา.  http://www.dek-d.com

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

** ปวดคอ…สาเหตุของโรคกระดูกคอเสื่อม



อาการปวดคอร้าวไปที่สะบักและไหล่ บางทีก็มีอาการปวดร้าวไปที่แขนเป็นโรคที่พบบ่อยมากในวัยกลางคน และในวัยสูงอายุซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากการเสื่อมของกระดูกคอ
โครงสร้างของกระดูกคอและหน้าที่ กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั้นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษจะมีความยืดหยุ่นสามารถทำให้คอมีความยืดหดหรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆกัน ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆกันตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและรับความรู้สึกของแขนและขา
อาการของกระดูกคอเสื่อม เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนคือ 30 ปีขึ้นไปหมอนรองกระดูกซึ่งเป็นกระดูกอ่อนจะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมตัวคือองค์ประกอบที่เป็นน้ำที่ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในตัวของหมอนรองกระดูกคอจะลดลงไปทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกเสียไป  ทำให้กระดูกคอปล้องที่หมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนไหวไปในลักษณะที่ไม่ราบเรียบเป็นปกติ ถ้าเราไม่ระมัดระวังปล่อยให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากเกินขอบเขตก็จะทำให้เกิดการชำรุดของหมอนรองกระดูกคอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล้องนั้นๆเสียไป
 อาการเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมคือจะมีอาการปวดคอและคอแข็งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตกหมอน” บางทีก็มีอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ ที่บริเวณสะบัก ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะบักจม” อาการทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกคอเริ่มมีอาการเสื่อมตัวแล้ว ถ้าการเสื่อมตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้นก็จะมีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง และมีกระดูกงอกตามขอบของข้อต่อกระดูกคอ ที่เรียกว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” มีผลทำให้เกิดการตีบแคบของช่องประสาทที่ผ่านลงไป เมื่อตีบแคบถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดการกดทับเส้นประสาท และประสาทไขสันหลัง ถ้าเป็นการกดทับเส้นประสาทก็จะทำให้เกิดการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ ถ้ากดมากๆ จะทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลังก็จะทำให้เกิดอาการเกร็ง
 แนวทางการรักษาในระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อมให้การรักษาทางยา และกายภาพบำบัด คือหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอมากเกินไป อาจจะต้องให้นอนพักหรือมีการถ่วงดึงคอ ให้ยาลดการอักเสบและแก้ปวด บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากเกินไป อาจจะให้ใส่เครื่องพยุงคอ (Cervical collar) เพื่อช่วยเตือนให้คออยู่ในลักษณะปกติ
ลักษณะการนอน ควรใช้หมอนนิ่มๆมีส่วนรองรับกระดูกคอให้อยู่ในลักษณะปกติ หมอนจะต้องไม่สูงเกินไป ถ้าไม่หนุนหมอนเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนรองรับคอ (กระดูกคอปกติจะต้องโค้งไปทางด้านหน้าเล็กน้อย) เมื่อกระดูกคอมีการเสื่อมตัวมากแล้วและมีการกดทับเส้นประสาท หรือประสาทไขสันหลังแล้ว การรักษาทางยา และกายภาพบำบัดจะไม่ได้ผล จะต้องให้การรักษาโดยวิธีผ่าตัด

การผ่าตัดการผ่าตัดที่ได้ผลดีแน่นอน คือการผ่าตัดเชื่อมกระดูกคอปล้องที่เสื่อม โดยเอาหมอนรองกระดูกที่เสื่อม พร้อมกับกระดูกงอกที่ขอบๆของข้อต่อออก แล้วทำให้ช่องประสาทกว้างขึ้น โดยเอากระดูกเชิงกรานไปใส่แทนหมอนรองกระดูกที่ถูกขูดออกไป
ถ้ากระดูกคอมีการเสื่อมตัวหลายๆปล้อง และมีกระดูกงอกมายึดเชื่อมกันเองแล้ว แต่มีการตีบแคบของช่องประสาทมาก ก็ทำผ่าตัดไปขยายช่องประสาท ไขสันหลังให้กว้างออกไป (Laminoplasty)
ปัจจุบันมีการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกเทียม (disc prosthesis) มาใส่แทนหมอนรองกระดูกคอที่เสื่อมไปแล้ว ซึ่งการใช้หมอนรองกระดูกเทียมมีขอบเขตจำกัดมาก และผลยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่และที่สำคัญคืออาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากจนถึงกับเป็นอัมพาตไปได้

การปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้กระดูกคอเสื่อมเร็วเกินไปกระดูกคอก็เหมื่อนอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย จะต้องมีการเสื่อมตัวไปตามอายุ แต่มีข้อแนะนำเพื่อชะลอการเสื่อมตัวของกระดูกคอหรือไม่ให้เสื่อมตัวเร็วเกินไป ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคอบ่อยๆ
2. การนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งเขียนหนังสือควรให้คออยู่ในลักษณะตรงปกติอย่าก้มคอมากเกินไป
3. การนอนควรใช้หมอนหนุนศีรษะโดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
4. บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
5. หลีกเลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆบ่อยๆ
6. หลีกเลี่ยงการรักษาโดยวิธีการดัดคอหรือบิดหมุนคอ

ด้วยความปรารถหนาดีจาก... “ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี”



** โฟร์โมสต์แนะเคล็ดลับ บอกลายานอนหลับด้วยนมวัวสักแก้ว


คุณเคยมีอาการนอนไม่หลับบ้างหรือไม่ หากใครไม่เคยประสบปัญหาการนอนหลับยาก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แสดงว่าสุขภาพกาย สุขภาพใจยังแข็งแรงดีอยู่ ปราศจากความวิตกกังวล ความกดดัน หรือไม่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง บางท่านอาจทำกิจวัตรก่อนนอนเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง สวดมนต์ ออกกำลังกาย เป็นต้น แต่หากครั้งใดที่นอนหลับได้ยากมากๆ บางท่านอาจต้องพึ่งยานอนหลับช่วย ซึ่งหากใช้ยาต่อเนื่องกันไปนานๆ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน
เรามาลองหาทางเลือกใหม่ที่ง่าย ได้ประโยชน์ และไม่ต้องใช้ยาดีไหมคะ เคยได้ยินไหมว่าการดื่มนมวัวอุ่นๆ
สักแก้วก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายและง่ายขึ้น
 คงสงสัยแล้วสิว่า นมช่วยได้เพราะเหตุใด ก็เพราะในน้ำนมวัวมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งชื่อ ทริปโตเฟน ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินจากต่อมใต้สมองในเวลากลางคืน ซึ่งเมลาโทนินนี่เองที่ช่วยให้นอนหลับสบาย เมื่อการหลั่งของเมลาโทนินเพิ่มขึ้น เราจะมีความรู้สึกตื่นตัวลดลง และรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออุณหภูมิของร่างกายเริ่มลดต่ำลง ทำให้ร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่นั่นเอง

อย่างไรก็ดี การสร้างเมลาโทนินของร่างกายจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าสาเหตุดังกล่าวทำให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาการนอนไม่หลับมากกว่าผู้ที่อายุยังน้อย ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรหันมาดื่มนมวัวก่อนนอนเพื่อทำให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น การดื่มนมวัว 1 แก้วก่อนนอน ยังมีประโยชน์กับคนทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น




นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกว่าฮอร์โมนเมลาโทนินสามารถกำจัดอนุมูลอิสระ และลดการถูกทำลายของเซลล์ได้   จึงมีการนำเมลาโทนินไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลยังพบว่า เมลาโทนินช่วยเพิ่มสเต็มเซลล์ระบบประสาทในสมอง และมีโอกาสพัฒนาต่อไปเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์และระบบประสาทได้
ดังนั้นการดื่มนมวัว 1 แก้วก่อนนอนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีในการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากหน้าที่การงาน และการทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน และช่วยให้สามารถพักผ่อนได้เต็มที่ พร้อมรับมือกับงาน และกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่น การดื่มนมอย่างถูกต้องควรดื่มเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอื่นๆอย่างเพียงพอ เช่น โปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร่ ที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายด้วย
ก่อนนอนคืนนี้ อย่าลืมดื่มนมวัวสักแก้วนะค่ะ
ข้อมูลโดย บมจ. ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (ประเทศไทย)

ที่มา.   http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=2985