ที่มา. http://www.dek-d.com
วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554
วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554
** ปวดคอ…สาเหตุของโรคกระดูกคอเสื่อม
อาการปวดคอร้าวไปที่สะบักและไหล่ บางทีก็มีอาการปวดร้าวไปที่แขนเป็นโรคที่พบบ่อยมากในวัยกลางคน และในวัยสูงอายุซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดมาจากการเสื่อมของกระดูกคอ
โครงสร้างของกระดูกคอและหน้าที่ กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั้นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษจะมีความยืดหยุ่นสามารถทำให้คอมีความยืดหดหรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆกัน ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆกันตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและรับความรู้สึกของแขนและขา
อาการของกระดูกคอเสื่อม เมื่ออายุย่างเข้าวัยกลางคนคือ 30 ปีขึ้นไปหมอนรองกระดูกซึ่งเป็นกระดูกอ่อนจะเริ่มมีอาการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมตัวคือองค์ประกอบที่เป็นน้ำที่ทำให้เกิดการยืดหยุ่นในตัวของหมอนรองกระดูกคอจะลดลงไปทำให้คุณสมบัติในการยืดหยุ่นของหมอนรองกระดูกเสียไป ทำให้กระดูกคอปล้องที่หมอนรองกระดูกมีการเคลื่อนไหวไปในลักษณะที่ไม่ราบเรียบเป็นปกติ ถ้าเราไม่ระมัดระวังปล่อยให้กระดูกคอเคลื่อนไหวมากเกินขอบเขตก็จะทำให้เกิดการชำรุดของหมอนรองกระดูกคอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้ข้อต่อของกระดูกคอปล้องนั้นๆเสียไป
อาการเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกคอเสื่อมคือจะมีอาการปวดคอและคอแข็งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ตกหมอน” บางทีก็มีอาการปวดตื้อๆ ลึกๆ ที่บริเวณสะบัก ที่ชาวบ้านเรียกว่า “สะบักจม” อาการทั้งสองอย่างนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าหมอนรองกระดูกคอเริ่มมีอาการเสื่อมตัวแล้ว ถ้าการเสื่อมตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้นก็จะมีการทรุดตัวของหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกคอแคบลง และมีกระดูกงอกตามขอบของข้อต่อกระดูกคอ ที่เรียกว่า “กระดูกงอก” หรือ “หินปูนเกาะ” มีผลทำให้เกิดการตีบแคบของช่องประสาทที่ผ่านลงไป เมื่อตีบแคบถึงระดับหนึ่งก็จะเกิดการกดทับเส้นประสาท และประสาทไขสันหลัง ถ้าเป็นการกดทับเส้นประสาทก็จะทำให้เกิดการปวดร้าวลงไปตามแขนจนถึงนิ้วมือ ถ้ากดมากๆ จะทำให้เกิดอาการชาและกล้ามเนื้ออ่อนแรง ถ้ามีการกดประสาทไขสันหลังก็จะทำให้เกิดอาการเกร็ง
แนวทางการรักษาในระยะเริ่มต้นของหมอนรองกระดูกเสื่อมให้การรักษาทางยา และกายภาพบำบัด คือหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอมากเกินไป อาจจะต้องให้นอนพักหรือมีการถ่วงดึงคอ ให้ยาลดการอักเสบและแก้ปวด บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงเพื่อช่วยแบกรับน้ำหนักศีรษะไม่ให้ผ่านกระดูกคอมากเกินไป อาจจะให้ใส่เครื่องพยุงคอ (Cervical collar) เพื่อช่วยเตือนให้คออยู่ในลักษณะปกติ
ลักษณะการนอน ควรใช้หมอนนิ่มๆมีส่วนรองรับกระดูกคอให้อยู่ในลักษณะปกติ หมอนจะต้องไม่สูงเกินไป ถ้าไม่หนุนหมอนเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีส่วนรองรับคอ (กระดูกคอปกติจะต้องโค้งไปทางด้านหน้าเล็กน้อย) เมื่อกระดูกคอมีการเสื่อมตัวมากแล้วและมีการกดทับเส้นประสาท หรือประสาทไขสันหลังแล้ว การรักษาทางยา และกายภาพบำบัดจะไม่ได้ผล จะต้องให้การรักษาโดยวิธีผ่าตัด
การผ่าตัดการผ่าตัดที่ได้ผลดีแน่นอน คือการผ่าตัดเชื่อมกระดูกคอปล้องที่เสื่อม โดยเอาหมอนรองกระดูกที่เสื่อม พร้อมกับกระดูกงอกที่ขอบๆของข้อต่อออก แล้วทำให้ช่องประสาทกว้างขึ้น โดยเอากระดูกเชิงกรานไปใส่แทนหมอนรองกระดูกที่ถูกขูดออกไป
ถ้ากระดูกคอมีการเสื่อมตัวหลายๆปล้อง และมีกระดูกงอกมายึดเชื่อมกันเองแล้ว แต่มีการตีบแคบของช่องประสาทมาก ก็ทำผ่าตัดไปขยายช่องประสาท ไขสันหลังให้กว้างออกไป (Laminoplasty)
ปัจจุบันมีการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกเทียม (disc prosthesis) มาใส่แทนหมอนรองกระดูกคอที่เสื่อมไปแล้ว ซึ่งการใช้หมอนรองกระดูกเทียมมีขอบเขตจำกัดมาก และผลยังไม่เป็นที่ยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่และที่สำคัญคืออาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากจนถึงกับเป็นอัมพาตไปได้
การปฏิบัติตัวเพื่อไม่ให้กระดูกคอเสื่อมเร็วเกินไปกระดูกคอก็เหมื่อนอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย จะต้องมีการเสื่อมตัวไปตามอายุ แต่มีข้อแนะนำเพื่อชะลอการเสื่อมตัวของกระดูกคอหรือไม่ให้เสื่อมตัวเร็วเกินไป ได้แก่
1. หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือสะบัดคอบ่อยๆ
2. การนั่งทำงาน นั่งอ่านหนังสือหรือนั่งเขียนหนังสือควรให้คออยู่ในลักษณะตรงปกติอย่าก้มคอมากเกินไป
3. การนอนควรใช้หมอนหนุนศีรษะโดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
4. บริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรงสม่ำเสมอ
5. หลีกเลี่ยงการทำงานโดยแหงนคอเป็นเวลานานๆบ่อยๆ
6. หลีกเลี่ยงการรักษาโดยวิธีการดัดคอหรือบิดหมุนคอ
ด้วยความปรารถหนาดีจาก... “ศูนย์โรคกระดูกและข้อ โรงพยาบาลธนบุรี”
ป้ายกำกับ:
ความงาม,
บทความ,
บล็อค,
โรงพยาบาลธนบุรี,
สุขภาพ
** โฟร์โมสต์แนะเคล็ดลับ บอกลายานอนหลับด้วยนมวัวสักแก้ว
คุณเคยมีอาการนอนไม่หลับบ้างหรือไม่ หากใครไม่เคยประสบปัญหาการนอนหลับยาก ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง แสดงว่าสุขภาพกาย สุขภาพใจยังแข็งแรงดีอยู่ ปราศจากความวิตกกังวล ความกดดัน หรือไม่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง บางท่านอาจทำกิจวัตรก่อนนอนเพื่อช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง สวดมนต์ ออกกำลังกาย เป็นต้น แต่หากครั้งใดที่นอนหลับได้ยากมากๆ บางท่านอาจต้องพึ่งยานอนหลับช่วย ซึ่งหากใช้ยาต่อเนื่องกันไปนานๆ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน
เรามาลองหาทางเลือกใหม่ที่ง่าย ได้ประโยชน์ และไม่ต้องใช้ยาดีไหมคะ เคยได้ยินไหมว่าการดื่มนมวัวอุ่นๆ
สักแก้วก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายและง่ายขึ้น คงสงสัยแล้วสิว่า นมช่วยได้เพราะเหตุใด ก็เพราะในน้ำนมวัวมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งชื่อ ทริปโตเฟน ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินจากต่อมใต้สมองในเวลากลางคืน ซึ่งเมลาโทนินนี่เองที่ช่วยให้นอนหลับสบาย เมื่อการหลั่งของเมลาโทนินเพิ่มขึ้น เราจะมีความรู้สึกตื่นตัวลดลง และรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออุณหภูมิของร่างกายเริ่มลดต่ำลง ทำให้ร่างกายได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่นั่นเอง
อย่างไรก็ดี การสร้างเมลาโทนินของร่างกายจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าสาเหตุดังกล่าวทำให้ผู้สูงอายุประสบปัญหาการนอนไม่หลับมากกว่าผู้ที่อายุยังน้อย ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรหันมาดื่มนมวัวก่อนนอนเพื่อทำให้สามารถนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และไม่เพียงแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น การดื่มนมวัว 1 แก้วก่อนนอน ยังมีประโยชน์กับคนทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น
ดังนั้นการดื่มนมวัว 1 แก้วก่อนนอนจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีในการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดจากหน้าที่การงาน และการทำกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน และช่วยให้สามารถพักผ่อนได้เต็มที่ พร้อมรับมือกับงาน และกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่น การดื่มนมอย่างถูกต้องควรดื่มเป็นประจำเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอื่นๆอย่างเพียงพอ เช่น โปรตีน แคลเซียม วิตามิน และเกลือแร่ ที่มีประโยชน์ และจำเป็นต่อระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายด้วย
ก่อนนอนคืนนี้ อย่าลืมดื่มนมวัวสักแก้วนะค่ะ
ข้อมูลโดย บมจ. ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (ประเทศไทย)
ที่มา. http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=2985
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554
** เรียนรู้วิธีหาความสุข จากละครเรื่อง "เมียแต่ง"
ละครเรื่อง "เมียแต่ง" นั้นให้ข้อคิดได้หลายอย่างเลยค่ะ อย่างเช่นตัวของ "ปรุงฉัตร" เอง
ที่ตลอดเรื่องวิ่งหาแต่ความรัก ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเอาชนะคน คิดว่าได้มาแล้วจะมีความสุข
ความสุขที่วิ่งไล่ไขว่คว้า เช่นนี้เป็นความสุขที่แท้จริงหรือ?
สุดท้ายก็ต้องสูญเสียทุกอย่างไป โดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแก้ตัวกับคนที่ "รักเรา" และ "คนที่เรารัก"
"ความทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ได้มีไว้ให้เป็นเลือกเอานะว่าชีวิตที่เหลือ
เราอยากเป็นทุกข์หรือว่าเป็นสุข"
ขอบคุณ: youtube.com
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
** หยุดท้องเสีย...ด้วยฝรั่ง
ที่มา...http://www.pooyingnaka.com
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
ถ้าอาหารจานแซบเกิดทำพิษให้คุณต้องท้องเสียจู๊ดๆ ขึ้นมาอย่าลืมเรียกหาพระเอกข้างบ้านอย่าง "ฝรั่ง" มาช่วยแก้สถานการณ์ เพราะฝรั่งลูกเขียวๆ จะช่วยให้ท้องของคุณกลับมาทำงานเป็นปกติอีก มีให้เลือกตั้ง 3 สูตรแน่ะ
สูตร 1 เลือกฝรั่งที่ยังอ่อนๆ อยู่มาหั่นเป็นชิ้นๆ จิ้มกินกับเกลือ หรือจะนำไปต้มเป็นน้ำฝรั่งดื่มก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
สูตร 2 ใช้แต่ใบฝรั่ง 10-15 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วตำพอแหลก เติมน้ำลงไป 1 แก้วใหญ่ แล้วนำไปต้มใส่เลือเล็กน้อย พอเดือดก็ยกลงทิ้งให้อุ่นแล้วนำมาดื่มแก้ท้องเสีย
สูตร 3 เด็ดใบฝรั่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไปมาล้างให้สะอาด ตัดหัวตัดท้าย จากนั้นนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีตัวยาจากใบฝรั่งจะละลายอยู่ในน้ำ เราก็สามารถเอาน้ำนั้นมาจิบแก้ท้องเสียได้
ขอขอบคุณนิตยสาร LISA
สูตร 1 เลือกฝรั่งที่ยังอ่อนๆ อยู่มาหั่นเป็นชิ้นๆ จิ้มกินกับเกลือ หรือจะนำไปต้มเป็นน้ำฝรั่งดื่มก็ได้ผลเช่นเดียวกัน
สูตร 2 ใช้แต่ใบฝรั่ง 10-15 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วตำพอแหลก เติมน้ำลงไป 1 แก้วใหญ่ แล้วนำไปต้มใส่เลือเล็กน้อย พอเดือดก็ยกลงทิ้งให้อุ่นแล้วนำมาดื่มแก้ท้องเสีย
สูตร 3 เด็ดใบฝรั่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่เกินไปมาล้างให้สะอาด ตัดหัวตัดท้าย จากนั้นนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีตัวยาจากใบฝรั่งจะละลายอยู่ในน้ำ เราก็สามารถเอาน้ำนั้นมาจิบแก้ท้องเสียได้
ขอขอบคุณนิตยสาร LISA
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
** จะเกิดอะไรขึ้น...เมื่อคุณอดนอน!!!
เกริ่นนำโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ monman
ถ้าช่วงนี้มีเพื่อนตัวดีของคุณมาทักคุณว่า "ช่วงนี้หน้าแก่จังนะ อ้วนขึ้นด้วย แถมยังขี้ลืมบ่อยอีกต่างหาก" ก็อย่าเพิ่งโมโหโกรธาเพื่อนตัวดีไปใยนะจ๊ะ ต้องขอบคุณเขาเสียอีกที่ทำให้เรารู้ว่า กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีขึ้นในตัวเรา ซึ่งก็อาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำกันจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว
อย่างเช่น ใครก็ตามที่ชอบปั่นการบ้านในคืนสุดท้ายก่อนเส้นตายส่งพรุ่งนี้ หรือพวกติดเกมส์ ที่แบบว่าคืนนี้ไม่ผ่านด่านนั้นก็ไม่มีทางวางเมาส์เสียหรอก รวมถึงพวกชอบแชท คุยเพลิน คุยมันส์ หันไปมองนาฬิกาอีกที ตีห้าแล้วหรือนี่ ต้องลุกไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานต่อจน "อดนอน" นี่แหละจ้า...สาเหตุที่ทำให้คุณมีอาการดังที่กล่าวมา
แต่เอ...ดูเหมือนว่าหลายคนยังทำหน้าสงสัยว่า "อดนอน" หรือ "นอนดึก" แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "หน้าแก่" และ "ความอ้วน" กันล่ะ เอ้า...ถ้าไม่เชื่อลองมาอ่านภาพการ์ตูนน่ารัก ๆ ของ คุณ monman กันดูซะ จะได้เข้าใจว่า "การอดนอน" ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเลยล่ะ ว่าแต่...ใครที่ชอบ "อดนอน" มาคอนเฟิร์มซิว่า มีอาการแบบที่ คุณ monman บอกไว้หรือเปล่า...
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ monman
ถ้าช่วงนี้มีเพื่อนตัวดีของคุณมาทักคุณว่า "ช่วงนี้หน้าแก่จังนะ อ้วนขึ้นด้วย แถมยังขี้ลืมบ่อยอีกต่างหาก" ก็อย่าเพิ่งโมโหโกรธาเพื่อนตัวดีไปใยนะจ๊ะ ต้องขอบคุณเขาเสียอีกที่ทำให้เรารู้ว่า กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีขึ้นในตัวเรา ซึ่งก็อาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำกันจนเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว
อย่างเช่น ใครก็ตามที่ชอบปั่นการบ้านในคืนสุดท้ายก่อนเส้นตายส่งพรุ่งนี้ หรือพวกติดเกมส์ ที่แบบว่าคืนนี้ไม่ผ่านด่านนั้นก็ไม่มีทางวางเมาส์เสียหรอก รวมถึงพวกชอบแชท คุยเพลิน คุยมันส์ หันไปมองนาฬิกาอีกที ตีห้าแล้วหรือนี่ ต้องลุกไปอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานต่อจน "อดนอน" นี่แหละจ้า...สาเหตุที่ทำให้คุณมีอาการดังที่กล่าวมา
แต่เอ...ดูเหมือนว่าหลายคนยังทำหน้าสงสัยว่า "อดนอน" หรือ "นอนดึก" แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "หน้าแก่" และ "ความอ้วน" กันล่ะ เอ้า...ถ้าไม่เชื่อลองมาอ่านภาพการ์ตูนน่ารัก ๆ ของ คุณ monman กันดูซะ จะได้เข้าใจว่า "การอดนอน" ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเลยล่ะ ว่าแต่...ใครที่ชอบ "อดนอน" มาคอนเฟิร์มซิว่า มีอาการแบบที่ คุณ monman บอกไว้หรือเปล่า...
ป้ายกำกับ:
กระปุกดอทคอม,
ความงาม,
บทความ,
บล็อค,
สุขภาพ,
kapook.com
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554
** ความจำสั้นสัญญาณเตือนจากสมอง
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
“เอ๊ะ กุญแจรถอยู่ไหน” “ปิดแก๊สหรือยัง” “ลืมรหัสเอทีเอ็ม” อาการขี้ลืมแบบนี้สร้างความรำคาญจนกลายเป็นความกังวลว่า ตนเองอาจเป็นโรคสมองเสื่อม จึงไปขอคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อคลายความกังวลใจ ได้ความว่า
เข้าใจกับความเสื่อม คุณหมออธิบายว่า สมองเสื่อมเกิดจากหลายสาเหตุและที่สำคัญ ใช่ว่าจะเกิดกับ
ผู้สูงอายุเท่านั้น ในคนหนุ่มสาวก็เกิดได้ โดยอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม การติดเชื้อของสมอง โรคหลอดเลือดสมอง สารพิษ หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุ
โดยทั่วไปคนไข้มักเข้าใจว่า ภาวะสมองเสื่อม คือ การมีความจำแย่ลง ความจริงยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย
เช่น บุคลิกภาพเปลี่ยนพฤติกรรมการรับรู้สิ่งใหม่ๆ เสื่อมถอย ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันเป็นเรื่องยาก เช่น ลืมชื่อคนรู้จัก ลืมนัด กระทั่งอาการเริ่มรุนแรง กล้ามเนื้อ แขน ขา กระเพาะปัสสาวะ จะเสื่อมสมรรถภาพในการ
ทำงาน ความนึกคิด อารมณ์ ความจำ และความรู้สึกต่างๆ หายไป
สมองเสื่อมแบ่งหลักๆ ได้ 2 ประเภท
เสื่อมชั่วคราว อาจเกิดจากการบาดเจ็บของสมองจากอุบัติเหตุหรือเกิดโรค เช่น โรคซึมเศร้า เนื้องอกในสมอง ไทรอยด์ โรคขาดสารอาหารบางชนิด พิษสุราเรื้อรัง ฯลฯ สามารถรักษาให้ดีขึ้นหรือหายได้
เสื่อมถาวร อาการจะค่อยๆ แย่ลงจนช่วยตัวเองไม่ได้ และเสียชีวิตเพราะอาการแทรกซ้อน
ทดสอบเชาวน์ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคนี้มักไม่รู้ตัว ก่อนตรวจสภาพร่างกายเบื้องต้นต้องดูว่ามีโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการ
หรือไม่ เช่น เคยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มีภาวะไทรอยด์ หรือขาดวิตามินบี 12 ฯลฯ จากนั้นจะให้ทำแบบ
ทดสอบที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ (MMSE) คำถามจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น ถามวันเดือนปี ดูรูปสัตว์แล้วบอกชื่อ บวกลบเลขในใจ ฯลฯ คนทั่วไปจะได้คะแนนเกิน 23 จาก 30 ส่วนคนที่น้อยกว่า 23 คะแนนถือว่าสมองมีความผิดปกติ เพื่อผลที่แน่นอน ในบางรายจะเอกซเรย์สมองด้วยคอมพิวเตอร์หรืออาจตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI)
กันไว้ก่อนแย่ โรคสมองเสื่อมน่ากลัวเพราะรักษาไม่หาย ต้องกินยาที่ช่วยชะลอความรุนแรงให้อาการเสื่อมช้าลง คนไข้อาจอยู่ต่อได้แค่ 2 ถึง 10 ปี หลังจากเป็นโรค เมื่อไม่สามารถยับยั้งความเสื่อมได้ ทางที่ดีคือการป้องกันรักษาสุขภาพโดยรวม ไม่เคร่งเครียด และหมั่นออกกำลังกายสมอง
4 วิธีป้องกันอาการ “ปลาทอง”วิธีง่ายๆ ที่ควรทำก่อนที่คุณจะมีความจำสั้นแค่ 3 วินาทีเหมือนปลาทอง
1. กินอาหารมีประโยชน์ ส้ม ผักโขม แครอท บรอกโคลี มะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคถึง 11% แถมช่วยบำรุงให้เซลล์สมองทำงานได้ดีขึ้น ส่วนวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความจำเสื่อม
2. ออกกำลังกาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดี นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสนิท สมองได้พักผ่อนเต็มที่และพัฒนาเต็มประสิทธิภาพ
3. ออกกำลังสมองให้แข็งแรง ด้วยการใช้สมองบ่อยๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมอักษรไขว้ เรียนภาษา
ใหม่ๆ หรือลองจำเบอร์โทรศัพท์ของคนใกล้ชิด
4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ที่เสี่ยงต่อการทำลายความจำ
10 ข้อบ่งชี้ เมื่อคนใกล้ตัวเริ่มมีอาการสมองเสื่อม1. สูญเสียความจำในระยะสั้นที่กระทบต่อการทำงาน
2. สิ่งที่เคยทำเป็นประจำเริ่มทำไม่ได้
3. มีปัญหาด้านภาษา เลือกคำพูดไม่ค่อยถูก
4. ไม่รู้เวลาและสถานที่
5. สูญเสียการตัดสินใจ
6. ไม่ค่อยเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม
7. วางของผิดที่แปลกๆ เช่น วางรองเท้าไว้ในตู้เย็น
8. อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
9. บุคลิกภาพเปลี่ยน
10. ขาดการริเริ่มสร้างสรรค์
ป้ายกำกับ:
ความงาม,
บทความ,
บล็อค,
ผู้หญิง,
ผู้หญิงนะคะ,
สุขภาพ,
blog,
pooyingnaka.com
** " ลิ้น " บอกโรค
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
คุณเคยรู้ไหมว่า " ลิ้น " อวัยวะที่นอกจากจะใช้ลิ้มรสอาหารแล้ว ยังสามารถบอกโรคต่างๆได้อีกด้วย นั่นก็เพราะมีโรคหลายๆชนิดที่เมื่อเป็นแล้ว จะส่งผลให้ลิ้นเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปรกติอย่างเห็นได้ชัด การตรวจดูลิ้นจึงสามารถบอกถึงสุขภาพภายในร่างกายได้ดังนี้
1. ลิ้นสีน้ำตาลหรือดำ มักเป็นผลจากการรับประทานยาปฏิชีวนะ หรืออมยาฆ่าเชื้อที่มีผลทำให้เกิดการเจริญเติบโตของแบคที่เรียบางชนิดที่สร้างสีดำออกมาเกาะลิ้น
2. ลิ้นสีเขียวหรือสีแดง บ่งบอกว่าช่องท้องหรือตับ ของคุณทำงานผิดปรกติ
3.ลิ้นเป็นฝ้าขาวเป็นขลุยคล้ายคราบนม เกิดจากกาารติดเชื้อราหรือเชื้อยีสต์ส่วนมากมักพบในผู้ที่มีความต้านทานน้อยหรือเด็กทารก รวมทั้งผู้ที่รับประทานยาฆ่าเชื้อโรค และยากดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์
4. ลิ้นเป็นฝ้าขาว มีจุดแดงๆ เป็นหย่อมๆ คล้ายผลสตอบอรี่รวมกับอาการไข้ และผื่นเต็มตัว
พบในโรคติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นนอกจากนี้แล้วการขาดวิตมินก็สามารถทำให้ลิ้นของคุณเปลี่ยนแปลงได้เช่นกันโดยสังเกตจาก
ขาดวิตมินบี 1 ทำให้ลิ้นแดง อักเสบและปวดแสบปวดร้อน
ขาดวิตมินบี 2 ทำให้มุมปากอักเสบเป็นปากนกกระจอก และทำให้ลิ้นเป็นแผ่นแดงๆม่วงๆแสบลิ้นง่าย
ขาดวิตมินบี 5 ทำให้ลิ้นอักเสบมากจนแดงก่ำมีแผลถลอกเลือดออกง่าย ลิ้นแตกเป็นร่อง
ป้ายกำกับ:
ความงาม,
บทความ,
บล็อค,
ผู้หญิง,
ผู้หญิงนะคะ,
สุขภาพ,
blog,
pooyingnaka.com
** ข้อดีของโคลนพอกผิว
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
เชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนรักและใส่ใจกับสุขภาพผิวอย่างแน่นอน เพราะใคร ๆ ก็อยากจะมีผิวที่สวยสดใส ฉะนั้นทุกคนก็ต้องดูแลผิวเป็นอย่างดีสรรหาสิ่งดี ๆ ให้กับผิวพรรณอีกหนึ่งอย่างที่สาว ๆ หลายคนนิยมก็คือโคลนพอกผิว มาดูกันว่าโคลนที่ใช้พอกผิวนั้นจะมีข้อดีอะไรอยู่ในตัวบ้าง เผื่อสาว ๆ คนไหนยังไม่เคยลองใช้ จะได้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อการดูแลผิวที่ดีค่ะ
โคลนที่ใช้เพื่อการพอกผิวนั้นมีหลายชนิดหลายคุณสมบัติ เช่น โคลนดินขาวจากจีนมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความมันได้ดี ถ่านชาร์โคลมีคุณสมบัติดูดซับฝุ่นและสารพิษ เป็นต้น
โคลนนั้นมีที่มาจาก 2 ลักษณะ คือ โคลนที่มีมาจากภูเขาไฟและน้ำพุร้อน เช่น โคลนเถ้าภูเขาไฟในสหรัฐอเมริกา หรืออย่างที่ประเทศไทยก็จะมีโคลนโป่งเดือดแม่สะงา ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งโคลนที่ได้จากแหล่งนี้ จะมีธาตุกำมะถันและโพแทสเซียมอยู่สูงมาก
อีกหนึ่งแหล่งที่มาก็ คือ โคลนจากแม่น้ำ ทะเลสาบและทะเล เช่นจากทะเลสาบเดดซี เป็นต้น โคลนจากแม่น้ำและทะเลสาบจะมีวิตามินและสารพฤกษเคมีอยู่ในโคลนมาก ส่วนโคลนที่ได้จากทะเลจะมีเกลือเป็นส่วนสำคัญ
อีกทั้งยังแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ โคลนร้อนและโคลนเย็น ซึ่งมีคุณสมบัติของทั้งสองทำหน้าที่ทำความสะอาดผิวให้ชุ่มชื่น อีกทั้งโลนร้อนนั้นยังช่วยรักษาโรคเช่น อัมพฤกษ์ เกาต์ และยังช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตได้อีกด้วย
ส่วนประโยชน์ต่อผิวนั้น โคลนจะช่วยในเรื่องของการทำความสะอาดผิว เพราะเมื่อทาโคลนลงไปบนผิว เมื่อโคลนแห้งจะหดตัวและดึงผิวให้ตึง จะช่วยดูดซับความมัน สิ่งสกปรก รวมถึงสิวเสี้ยนออกจากผิว แล้วสารและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในโคลน จะไปช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีตามคุณสมบัติของโคลนแต่ละชนิด
ส่วนประโยชน์ต่อผิวนั้น โคลนจะช่วยในเรื่องของการทำความสะอาดผิว เพราะเมื่อทาโคลนลงไปบนผิว เมื่อโคลนแห้งจะหดตัวและดึงผิวให้ตึง จะช่วยดูดซับความมัน สิ่งสกปรก รวมถึงสิวเสี้ยนออกจากผิว แล้วสารและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในโคลน จะไปช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีตามคุณสมบัติของโคลนแต่ละชนิด
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
** ฉีดกลูต้าไธโอนหากแพ้อาจถึงตายได้
ฉีดกลูต้าไธโอนหากแพ้อาจถึงตายได้ (Woman's Story)
กำลังเป็นกระแสมาแรงในบ้านเรา กับการฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อเปลี่ยนสีผิวให้ขาวขึ้น ซึ่งในตอนนี้ทางการแพทย์ได้ออกมาประกาศแล้วว่าเป็นสารอันตราย หากเกิดอาการแพ้อาจถึงตายได้ อีกทั้งยังผิดกฎหมายอีกด้วย หากสถานเสริมความงามที่ใดทำการฉีดเข้าร่างกาย ให้กับผู้เข้ารับบริการ
เพราะการให้บริการฉีดผิวขาวนั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังอันตรายจนอาจจะเกิดผลข้างเคียง เช่น เป็นผื่นแดง บวมตามผิวหนัง ความดันโลหิตต่ำ หอบหืดเฉียบพลัน หลอดเลือดตีบหายใจติดขัด หรือถึงกับเสียชีวิตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายดังนี้
1.ผิดพระราชบัญญัติยา คือลักลอบขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
2.พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ มีความผิดประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับอนุญาต
3.ผิดพระราชบัญญัติสถานพยาบาล โดยดำเนินกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต
4.ผิดตามพ.ร.บ.อาหารโดยจำหน่ายอาหารเสริมที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย.
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้รับสารกลูต้าไธโอนขึ้นทะเบียน เพราะฉะนั้นสารกลูต้าไธโอนที่มีใช้ในขณะนี้ ถือว่าเป็นการลักลอบผิดกฎหมาย และโดยปกติแล้วสารกลูต้าไธโอนนั้นจะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งในตับ โรคตับอักเสบ ซึ่งหากนำไปใช้แบบผิด ๆ จะทำให้เป็นอันตรายแก่ผู้ที่เข้ารับบริการ "สถานพยาบาลและคลินิกเสริมความงามต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ห้ามใช้สารกลูต้าไธโอนเพื่อการเสริมความงาม"
นอกจากนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า สารดังกล่าวนั้นสามารถทำให้ผิวนั้นขาวขึ้นได้จริง ทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้องหรือผลการวิจัยต่าง ๆ ก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็ยังตัดสินไม่ได้ว่า สารกลูต้าไธโอนจะไปทำให้สีผิวของเราจากคล้ำให้กลายเป็นผิวขาวได้ อีกทั้งอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะตามมาได้หากยังใช้โดยวิธีผิด ๆ
กำลังเป็นกระแสมาแรงในบ้านเรา กับการฉีดกลูต้าไธโอนเพื่อเปลี่ยนสีผิวให้ขาวขึ้น ซึ่งในตอนนี้ทางการแพทย์ได้ออกมาประกาศแล้วว่าเป็นสารอันตราย หากเกิดอาการแพ้อาจถึงตายได้ อีกทั้งยังผิดกฎหมายอีกด้วย หากสถานเสริมความงามที่ใดทำการฉีดเข้าร่างกาย ให้กับผู้เข้ารับบริการ
เพราะการให้บริการฉีดผิวขาวนั้นถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งยังอันตรายจนอาจจะเกิดผลข้างเคียง เช่น เป็นผื่นแดง บวมตามผิวหนัง ความดันโลหิตต่ำ หอบหืดเฉียบพลัน หลอดเลือดตีบหายใจติดขัด หรือถึงกับเสียชีวิตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายดังนี้
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังไม่ได้รับสารกลูต้าไธโอนขึ้นทะเบียน เพราะฉะนั้นสารกลูต้าไธโอนที่มีใช้ในขณะนี้ ถือว่าเป็นการลักลอบผิดกฎหมาย และโดยปกติแล้วสารกลูต้าไธโอนนั้นจะใช้ในการรักษาโรคมะเร็งในตับ โรคตับอักเสบ ซึ่งหากนำไปใช้แบบผิด ๆ จะทำให้เป็นอันตรายแก่ผู้ที่เข้ารับบริการ "สถานพยาบาลและคลินิกเสริมความงามต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ ห้ามใช้สารกลูต้าไธโอนเพื่อการเสริมความงาม"
นอกจากนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า สารดังกล่าวนั้นสามารถทำให้ผิวนั้นขาวขึ้นได้จริง ทั้งองค์ความรู้ที่ถูกต้องหรือผลการวิจัยต่าง ๆ ก็ยังไม่มี เพราะฉะนั้นก็ยังตัดสินไม่ได้ว่า สารกลูต้าไธโอนจะไปทำให้สีผิวของเราจากคล้ำให้กลายเป็นผิวขาวได้ อีกทั้งอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะตามมาได้หากยังใช้โดยวิธีผิด ๆ
ภาพจาก.อินเทอร์เนต
** 12 อาหารจำเป็นสำหรับผมสวย
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
การบำรุงผมให้เงางามนุ่มสลวยมีสุขภาพดีนั้น ไม่ได้มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อบำรุงที่เส้นผมโดยตรง เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้จากการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้คุณค่ากับเส้นผมด้วย วันนี้เราเลยนำเอาอาหาร 12 ชนิด ที่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อเส้นผมมาฝากกันค่ะ แถมขอแอบกระซิบนิดนึงว่า นอกจากอาหารเหล่านี้จะทำให้ผมสวยแล้วยังทำให้รูปร่างดีอีกด้วยล่ะ
อาหารจำเป็นสำหรับผมสวย
1. แซลมอน อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า 3 โปรตีน ธาตุเหล็ก และ วิตามิน บี12
2. ผักใบเขียว อุดมไปด้วย วิตามิน เอ และ ซี
3. ถั่วฝัก อย่าง ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา มีสารอาหารสำหรับเส้นผมอย่าง ธาตุเหล็ก สังกะสี และ ไบโอติน
4. ถั่วเปลือกแข็งทั้งหลาย เช่น อัลด์มอน วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ เต็มไปด้วย เซเลเนียม ธาตุเหล็ก กรดไขมันโอเมก้า 3 และ กรดไขมันจำเป็นอัลฟาไลโนเลนิค (alpha-linolenic acid)
5. โปรตีนจากสัตว์ปีก
6. โปรตีนจากไข่
7. ธัญพืชเต็มเมล็ดไม่ผ่านการขัดสี เต็มไปด้วยวิตามินบีหลากชนิด
8. น้ำมันหอย อุดมไปด้วย ธาตุเหล็ก
9. ผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันต่ำจากนม อุดมไปด้วย โปรตีน และ แคลเซียม
10. แครอท อุดมไปด้วยวิตามิน เอ
11. เนื้อแดง เป็นแหล่งของโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี และวิตามินนานาชนิด
12. ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เต็มไปด้วยวิตามินบีต่าง ๆ และไฟเบอร์
คราวนี้เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า สารอาหารที่ให้คุณค่าต่อเส้นผมที่มีอยู่ในอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
กรดไขมัน โอเมก้า 3 - ช่วยให้ผมงอกอย่างสุขภาพดี เสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผม เพิ่มอาหารให้กับรากผม
กรดไขมัน อัลฟาไลโนเลนิค - เป็นกรดไขมันประเภทเดียวกับโอเมก้า 3 แต่พบในพืช
วิตามินเอ - ช่วยในกระบวนการผลิตเซลล์ใหม่ รวมถึงเส้นผมด้วย
วิตามินบี - ช่วยให้ช่วยในกระบวนการผลิตไขมันทำให้ผิวหนังและเส้นผมชุ่มชื้น ไม่แห้งกระด้าง
วิตามินซี - ช่วยกระตุนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันให้อีลาสตินและคอลลาเจนทำงานได้ดี ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม
ไบโอติน - ช่วยในกระบวนการเจริญของของเซลล์เยื่อบุผิว ทำให้ผมสามารถงอกขึ้นใหม่ได้อย่างปกติ สุขภาพดี และยังช่วยป้องกันเรื่องหนังศรีษะอักเสบ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของรังแคด้วย
สังกะสี - ช่วยในการสังเคราะห์ RNA และ DNA ซึ่งเป็นตัวควบคุมการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ทำให้เซลล์แข็งแรง ลดรังแคและการหลุดร่วงของเส้นผม
โปรตีน - จำเป็นในกระบวนการสร้างเซลล์รวมทั้งเส้นผม
เหล็ก - ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงเซลล์รากผมได้ดี ซึ่งจำเป็นต่อการเจริบเติบโตของเส้นผม
เซเลเนียม - ทำงานร่วมกับวิตามินอี ให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ มีความยืดหยุ่นและลดอาการหลุดร่วงของเส้นผม
ถ้าทานอาหารเหล่านี้ได้เป็นประจำ รับรองว่าคุณจะมีผมสุขภาพดีเปล่งประกายเงางามแน่ ๆ ค่ะ นอกจากนี้ลองใช้แชมพูประเภทแคลริฟายอิ้ง (clarifying shampoo) ซึ่งจะช่วยชะล้างเอาสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม ที่อาจตกค้างอยู่ตามเส้นผมออกไปได้ ให้ผมเปล่งประกายเงางามได้เต็มที่ และใช้เซรั่มบำรุงผมขณะที่ผมยังหมาด ก่อนที่จะเป่าผมให้แห้ง ก็จะทำให้ผมมีน้ำหนักนุ่มสลวยน่าสัมผัสอีกด้วย
ท้ายที่สุดหลีกเลี่ยงการทำร้ายเส้นผม ด้วยสารเคมีจากการทำสีผมหรือไฮไลต์ เพราะน้ำยาทำสีผมเหล่านี้สามารถทำให้ผมกระด้างแห้งเสียได้ แต่หากต้องการทำจริง ๆ อย่างน้อยควรเว้นช่วงระยะในการใช้สารเคมีกับผมแต่ละครั้งให้นานขึ้น นอกจากจะไม่ทำร้ายเส้นผมมากเกินไปนัก ยังสบายกระเป๋าของคุณด้วยค่ะ
การบำรุงผมให้เงางามนุ่มสลวยมีสุขภาพดีนั้น ไม่ได้มาจากการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อบำรุงที่เส้นผมโดยตรง เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้จากการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ และให้คุณค่ากับเส้นผมด้วย วันนี้เราเลยนำเอาอาหาร 12 ชนิด ที่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อเส้นผมมาฝากกันค่ะ แถมขอแอบกระซิบนิดนึงว่า นอกจากอาหารเหล่านี้จะทำให้ผมสวยแล้วยังทำให้รูปร่างดีอีกด้วยล่ะ
อาหารจำเป็นสำหรับผมสวย
คราวนี้เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า สารอาหารที่ให้คุณค่าต่อเส้นผมที่มีอยู่ในอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างไรบ้าง
ถ้าทานอาหารเหล่านี้ได้เป็นประจำ รับรองว่าคุณจะมีผมสุขภาพดีเปล่งประกายเงางามแน่ ๆ ค่ะ นอกจากนี้ลองใช้แชมพูประเภทแคลริฟายอิ้ง (clarifying shampoo) ซึ่งจะช่วยชะล้างเอาสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม ที่อาจตกค้างอยู่ตามเส้นผมออกไปได้ ให้ผมเปล่งประกายเงางามได้เต็มที่ และใช้เซรั่มบำรุงผมขณะที่ผมยังหมาด ก่อนที่จะเป่าผมให้แห้ง ก็จะทำให้ผมมีน้ำหนักนุ่มสลวยน่าสัมผัสอีกด้วย
ท้ายที่สุดหลีกเลี่ยงการทำร้ายเส้นผม ด้วยสารเคมีจากการทำสีผมหรือไฮไลต์ เพราะน้ำยาทำสีผมเหล่านี้สามารถทำให้ผมกระด้างแห้งเสียได้ แต่หากต้องการทำจริง ๆ อย่างน้อยควรเว้นช่วงระยะในการใช้สารเคมีกับผมแต่ละครั้งให้นานขึ้น นอกจากจะไม่ทำร้ายเส้นผมมากเกินไปนัก ยังสบายกระเป๋าของคุณด้วยค่ะ
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
** "น้ำตาล"ช่วยลดอาการโกรธ
นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกาเปิดเผยผลวิจัยที่ว่า การกินน้ำตาลจะช่วยให้คนที่มีอารมณ์โกรธจัดลดความโกรธลงได้รวดเร็วกว่าการผ่อนคลายอารมณ์โกรธโดยไม่ได้กินน้ำตาลหรือของหวานที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ขณะที่น้ำตาลเทียมเช่น แอสปาแตม ที่เป็นสารสังเคราะห์นั้นหมดสิทธิ์ที่จะช่วยให้คนหายโกรธได้เร็วขึ้น
ปัจจัยสำคัญคือ "น้ำตาลกลูโคส" ในน้ำตาลธรรมชาตินั้นสามารถให้พลังงานแก่สมองมนุษย์ในช่วงเวลาที่ต้องการพลังงานสำหรับการควบคุมอารมณ์โกรธได้นั่นเอง
ปกติแล้ว สมองของผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.3 กิโลกรัมนั้นจะเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสมากถึง 25% ของปริมาณการใช้พลังงานจากน้ำตาลกลูโคสทั่วร่างกาย และใช้ออกซิเจนคิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการใช้ออกซิเจนของอวัยวะทั้งหมด แต่เมื่อสมองต้องทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการแสดงและควบคุมอารมณ์โกรธ สมองจะต้องการพลังงานมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะต้องสั่งการอวัยวะจำนวนมากให้ทำงานในเวลาเดียวกัน
สังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธจะเกิดอาการ "ปรี๊ด" ขึ้นมาที่สมอง ก่อนที่สมองจะสั่งให้ "เหวี่ยง" คนที่ทำให้โกรธ การหายใจจะเร็วขึ้น หน้าจะแดง เพราะเลือดสูบฉีดเข้าไปยังส่วนบนของร่างกาย และเมื่อหายโกรธแล้วจะรู้สึกอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายนำกลูโคสจำนวนมากไปใช้ในช่วงเวลาที่เกิดอาการ "เหวี่ยง"
ศาสตราจารย์ แบรด บุชแมน แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เปิดเผยว่าทีมนักวิทยาศาสตร์ได้จัดกลุ่มทดลองเป็นอาสาสมัครสองกลุ่มที่ได้รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำเชื่อม กับอีกกลุ่มหนึ่งได้รับเพียงน้ำมะนาวผสมน้ำตาลเทียมเพื่อให้รสหวาน ก่อนที่จะนำเข้าห้องทดลองที่มีการกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ทดลองทั้งหมดต้องกดปุ่มที่มีแสงวาบขึ้นมาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษด้วยการฟังเสียงดังเท่าๆ กับเครื่องบินเจ็ตเร่งเครื่องระดับสูงสุด พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานน้ำมะนาวผสมน้ำตาลธรรมชาติสามารถลดอารมณ์โกรธได้เร็วกว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับน้ำตาลเทียมอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกันผลการศึกษาอีกชุดหนึ่งของ ศ.บุชแมนกับทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี้ พบว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานระดับรุนแรงมีการลดอารมณ์โกรธได้ดีกว่าบุคคลปกติทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าคนปกติที่น้ำตาลส่วนใหญ่จะถูกกักเก็บไว้ในตับเป็นส่วนใหญ่
ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณเกิดอาการโกรธ ลองรับประทานน้ำตาลสักหนึ่งช้อนชาเพื่อช่วยให้คุณควบคุมอาการโกรธได้ดีขึ้น แต่หากควบคุมไม่ให้เกิดอาการโกรธขึ้นมาได้ ยิ่งเป็นการดีขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องเปลืองเวลาอันมีค่าของสมองในการทำสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ชีวิตแล้ว ยังไม่ต้องเปลืองเงินไปซื้อน้ำตาลมารับประทานอีก
ภาพจาก. อินเทอร์เนต
ป้ายกำกับ:
ความงาม,
บทความ,
สุขภาพ,
health,
pooyingnaka.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)













